ข้อคิดเห็น
ท่านสามารถเสนอข้อคิดเห็นได้
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
มหาปรินิพพานสูต
ที่มาของชื่อ[๑]
มหาปรินิพพานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยมหาปรินิพพาน หมายถึงการดับขันธ์ของพระผู้มีพระภาค ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับพุทธบริษัททั้งหลาย ชื่อนี้ตั้งตามเนื้อหาของสูตร
ที่มาของพระสูตร
พระสูตรนี้เป็นบันทึกประมวลลำดับเหตุการณ์ และพระธรรมเทศนาในขบวนเสด็จจาริกแสดงธรรมครั้งสุดท้ายของพระผู้มีพระภาค ตลอดจนเหตุการณ์ในวันเสด็จดับขันปรินิพพาน การถวายเพลิง การแจกพระบรมสารีริกธาตุ และการสร้างสถูป
สันนิษฐานกันว่า พระสูตรนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ปฐมสังคายนาจัดทำขึ้น นับเป็นพระสูตรที่ยาวที่สุด
รูปแบบของพระสูตร
รูปแบบของมหาปรินิพพานสูตรเป็นแบบบันทึกเล่าเรื่อง โดยประมวลเหตุการณ์ และพระธรรมเทศนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขบวนเสด็จจาริก แสดงธรรมครั้งสุดท้ายมารวมไว้
ใจความสำคัญของพระสูตร
ภาคอุเทศ
เนื้อหาของพระสูตรนี้แบ่งเป็น ๖ ภาณวาร และแบ่งย่อยออกเป็น ๔๔ ตอน บางตอนบันทึกไว้โดยย่อและมีรายละเอียดแยกไปตั้งเป็นสูตรหนึ่งต่างหากก็มี เช่น มหาสุทัสสนสูตร ชนวสภสูตร บางตอนปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ทั้งของพระสุตตันตปิฎก ของพระวินัยปิฎก และของพระอภิธรรมปิฎก
เส้นทางการเสด็จมีดังนี้[๒]
พระพุทธองค์ทรงเสด็จดำเนินออกจากเมืองไพศาลี, ไปอัมพลัฎฐิกา, นาลันทา, ปาฏิกคาม, นาทิกคาม, อัมพวันของอัมพปาลี, เสด็จจำพรรษาที่เวฬุวคาม (ทางปลงอายุสังขารที่นี่) ทรงเรียกประชุมสงฆ์ที่ป่ามหาวันแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ, เสด็จไปภัณฑคาม, หัตถิคาม, อัมพคาม, โภคนคร (ทรงแสดงมหาปเทศ ๔ ที่นี่) เสด็จสู่เมืองปาวา (เสวยสูกรมัททวะของนายจุนทะ) ทรงประชวรหนัก, เสด็จเมืองกุสินารา ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยานของพวกมัลลกษัตริย์
พุทธปณิธานของพระพุทธเจ้า
ในบทบาทปรินิพพานสูตรมีพุทธปณิธานของพระพุทธเจ้าที่ว่าพระองค์จะไม่ปรินิพพานจนกว่าพุทธบริษัทของพระองค์จะมีความพร้อมทุกประการ คือ
๑. การศึกษาพระธรรมวินัยจนมีความรู้แตกฉาน แกล้วกล้าในธรรม
๒. ปฏิบัติธรรมจนสามารถสัมผัสผลอันควรแก่การปฏิบัติ
๓. สามารถแสดงธรรมได้ดี ถ่ายทอดให้คนเข้าใจแจ่มแจ้ง
๔. เมื่อมีผู้กล่าวจ้วงจาบ หรือให้ร้ายบิดเบือนพระศาสนาก็สามารถชี้แจง ขจัด ปัดเป่าให้หมดไปทำการป้องกันพระศาสนาไว้ได้
อรรถกถาตีความสูกรมัททวะได้ ๓ นัยคือ
๑. เนื้อสุกรอ่อน
๒. ข้าวหุงด้วยนมโค
๓. ยาสมุนไพร บางท่านว่าเห็ดไม้จันทร์
เนื้อหาโดยย่อของมหาปรินิพพานสูตร
ภาคนิเทศ
เริ่มเรื่องเราว่า พระพุทธเจ้าประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคหฤห์ พระเจ้าอชาตศัตรูกษัตริย์แคว้นมคธต้องการจะตีแคว้นวัชชีไว้ในอำนาจ จึงส่งวัสสการพราหมณ์ให้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเล่าความให้ทรงทราบแล้ว ให้วัสสการพราหมณ์ฟังดูว่าจะทรงพยากรณ์อย่างไร เพราะเชื่อว่าจะไม่ตรัสผิดความจริง
วัสสการพราหมณ์เข้าไปเฝ้ากราบทูลเรื่องนั้น พระผู้มีพระภาคก็ตรัสถามพระอานนท์ทีละข้อถึงธรรมะ ๗ ประการที่ชาววัชชีประพฤติกันอันจะหวังความเจริญได้โดยส่วนเดียว ไม่มีเสื่อม ว่าพระอานนท์เคยได้ฟังบ้างหรือเปล่า พระอานนท์ก็กราบทูลว่าเคยได้ฟังธรรมะ ๗ ประการนั้น คือชาววัชชี
๑. จะหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒. จะพร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจของชาววัชชี
๓. จะไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติ จะไม่ถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว จะประพฤติปฏิบัติในวัชชีธรรมอันเป็นของเก่า
๔. จะเคารพเชื่อฟังชาววัชชีผู้แก่ผู้เฒ่า
๕. จะไม่ก้าวล่วงขุมแห่งสตรี (หญิงที่มีสามีแล้ว) และกุลกุมารี (หญิงสายที่ยังไม่มีสามี)
๖. จะเคารพนับถือเจดีย์ของชาววัชชีทั้งภายในและภายนอก ไม่ละเลยพลีกรรมอันเป็นธรรมที่เคยให้ เคยทำ
๗. จะจัดการรักษาคุ้มครองอันเป็นธรรม ในพระอรหันต์ของชาววัชชี จะต้องใจว่า พระอรหันต์ที่ยังไม่มาขอให้มา ที่มาแล้วขอให้เป็นสุข
ครั้นแล้วได้ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ว่า พระองค์เคยตรัสแสดงวัชชีอปริหานิยธรรม (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อมของชาววัชชี) ๗ ประการ เมื่อประทับ ณ สารันทเจดีย์
วัสสการพพราหมณ์ก็กราบทูลว่า เพียงข้อใดข้อหนึ่งก็หวังความเจริญได้ ไม่มีเสื่อม จะกล่าวไยถึง ๗ ข้อ พระเจ้าอชาตศัตรูไม่ควรทำการรบกับชาววัชชี เว้นได้แต่ใช้วิธียุ และทำให้แตกกัน แล้วกราบทูลลากลับไป
เมื่อวัสสการพราหมณ์กลับไปแล้ว จึงตรัสให้เรียกประชุมภิกษุที่อยู่ในกรุงราชคฤห์ทั้งหมดแล้ว ทรงแสดงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อมของภิกษุ ๗ อย่าง รวม ๕ นัย ๖ อย่าง ๑ นัย (รวมเป็น ๓๑ ข้อ)
ระหว่างที่ประทับ ณ เขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์นั้น ทรงแสดงเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา โดยมาก
เสด็จส่วนมะม่วงหนุ่มและเมืองนาลันทา
ต่อจากนั้นเสด็จส่วนมะม่วง แสดงธรรมเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา โดยมาก แล้วเสด็จเมืองนาฬันทา พระสารีบุตรเข้าไปเฝ้ากราบทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสโต้ตอบด้วย และในที่นั้นก็ทรงแสดงธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมาก
เสด็จปาฏลิคาม
ครั้นแล้วเสด็จสู่ปาฏลิคาม อุบาสกชาวปาฏลิคาม มาเฝ้ากราบทูลเชิญให้เข้าพักในที่พัก ทรงแสดงโทษของความวิบัติ จากศีล ๕ ประการคือ ๑.เสื่อมทรัพย์ ๒.มีกิติศัพท์ในทางชั่ว ๓.เมื่อเข้าสู่บริษัทไม่องอาจ มีอาการเก้อเขิน ๔.เป็นผู้หลง ถึงแก่ความตาย ๕.เมื่อตายแล้วก็เข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต[๓] นรก แล้วทรงแสดงอานิสงส์แห่งความสมบูรณ์ด้วยศีล ๕ ประการ ในทางตรงกันข้ามกับศีลวิบัติ
กล่าวถึงสุนิธพราหมณ์ และสัสสการพพราหมณ์ มหาอำมาตย์ชาวมคธ มาสร้างเมืองในปาฏลิคาม เพื่อป้องกันชาววัชชี (ชายแดนมคธกับวัชชี ตรงนั้นมีแม่น้ำคงคากั้นเป็นเขตแดน ทางมคธจึงสร้างเมืองยุทธศาสตร์ไว้ที่ปาฏลิคาม) และได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหาร ณ ที่อยู่ของตน เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปฉันเสร็จแล้ว ทรงอนุโมทนา และเสด็จเดินทางต่อไป มหาอำมาตย์ทั้งสองตามส่งเสด็จ และตั้งชื่อประตูที่เสด็จผ่านว่าประตูโคดม ตั้งชื่อท่าน้ำที่เสด็จข้ามแม่น้ำคงคาว่า ท่าโคดม.
เสด็จโกฏิคาม และนาทิกคาม
เมื่อเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาแล้วได้เสด็จต่อไป (ในแคว้นวัชชี) สู่โกฏิคาม. ณ ที่นั้นทรงแสดงธรรมเรื่องอริยสัจ ๔ และแสดงเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา โดยมากต่อจากนั้นได้เสด็จไปพัก ณ โรงพักคนเดินทางทำด้วยอิฐในนาทิกคาม. ณ ที่นั้นทรงแสดงธรรมปรารภคำถามของพระอานนท์ที่ว่าผู้นั้นผู้นี้ตายไป มีคติเป็นอย่างไร โดยแสดงหลักธรรมที่ผู้ประพฤติปฏิบัติอาจพยากรณ์ตนเองได้ว่า จะพ้นคติที่ตกต่ำหรือไม่ และแม้ ณ นาทิกคามนั้น ก็ทรงแสดงเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมาก
เสด็จป่ามะม่วงของนางอัมพปาลี
จากนาทิกคามได้เสด็จไปพัก ณ ป่ามะม่วง ของนางอัมพปาลี และได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายได้มีสติสัมปชัญญะ และโดยเฉพาะได้แสดงการตั้งสติ (สติปัฏฐาน) ๔ ประการ
นางอัมพปาลี ซึ่งเป็นหญิงนครโสเภณี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จมาประทับ ณ ป่ามะม่วงของตนก็สั่งเตรียมยานอย่างดีเดินทางไปเฝ้า และนิมนต์พระผู้มีพระภาคไปฉันที่บ้านของตน พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น.
ฝ่ายกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายทราบว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จมาประทับ ณ ป่ามะม่วงของนางอัมพปาลีใกล้กรุงเวสาลี ก็สั่งเตรียมยานอย่างดีแต่งกายงดงาม ออกเดินทางไปสวนทางกับยานของนางอัมพปาลี ถามทราบความว่า นางอัมพปาลีนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ฉันในวันรุ่งขึ้น จึงขอร้องให้มอบให้ตนเป็นผู้ถวายอาหารแทน โดยจะให้เงินแสนหนึ่ง นางอัมพปาลีตอบว่า แม้จะให้เมืองเวสาลี พร้อมทั้งอาหารก็จะไม่ยอมให้ถวายอาหารแทนตน เมื่อกษัตริย์ลิจฉวีไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็กราบทูลนิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า นางอัมพปาลีนิมนต์ไว้แล้ว ก็ดีดมือแสดงความเสียดาย.
เมื่อไปฉันที่บ้านนางอัมพปาลีในวันรุ่งขึ้น นางอัมพปาลีก็ได้ถวายป่ามะม่วงแก่ภิกษุสงฆ์. ณ ป่ามะม่วงนั้น ทรงแสดงธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมาก.
เสด็จจำพรรษา ณ เวฬุวคาม
ต่อจากนั้นได้เสด็จไปยังเวฬุวคาม (หมู่บ้านไม้มะตูม) และตรัสอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์จำพรรษารอบเมืองเวสาลีได้ตามอัธยายัย. ในระหว่างพรรษาทรงประชวร แต่ทรงเห็นว่า ยังไม่ได้ลาอุปัฏฐาก (ผู้รับใช้) ยังไม่ได้ลาภิกษุสงฆ์ยังไม่สมควรปรินิพพาน จึงทรงขับไล่อาพาธด้วยความเพียร อธิษฐานชีวิตสังขาร (ตั้งพระหฤทัยให้ดำรงชีวิตอยู่) เมื่อหายประชวรแล้ว พระอานนท์เข้าไปเฝ้ากราบทูลความกังวลใจที่เห็นทรงประชวร ตรัสตอบวา พระอง๕ได้ทรงแสดงธรรมไม่มีภายในไม่มีภายนอก ไม่มีกำมือของอาจารย์ในธรรมทั้งหลาย (ไม่ปิดบังธรรมะ) ไม่ได้ทรงยึดถือว่าบริหารภิกษุสงฆ์และมิได้ทรงยึดถือว่าภิกษุสงฆ์เป็นผู้เล่าเรียนจากพระองค์ ทรงเปรียบพระองค์ซึ่งแก่เฒ่าล่วงวัย มีพระชนมายุถึง ๘๐ ปีว่าเหมือนเกวียนเก่าที่ซ่อมด้วยไม้ไผ่ ตรัสเตือนให้พึ่งตนพึ่งธรรมะ และตรัสสอนสติปัฏฐาน ๔
ทรงปลงอายุสังขาร
เมื่อเสด็จพักผ่อนกลางวัน ณ ปาวาลเจดีย์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนิมิตโอภาสอันชัดเจน (บอกใบ้อย่างชัดเจน) แก่พระอานนท์ว่า ผู้ใดเจริญอิทธิบาท (ธรรมที่ให้บรรลุความสำเร็จผล) ๔ ประการดีแล้ว ถ้าปรารถนาก็อาจมีอายุยืนอยู่ได้ถึงกัลป์หรือเกินกัลป์[๔] แต่พระอานนท์นึกไม่ถึง จึงมิได้กราบทูลอาราธนา
เมื่อพระอานนท์ออกไปจากที่เฝ้า มาร[๕]จึงมาอาราธนาให้นิพพาน พระองค์ทรงมีสติสัมปชัญญะปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์นั้น (ปลงพระหฤทัยว่าต่อนี้ไปอีก ๓ เดือน จะเสด็จปรินิพพาน) ก็เกิดมหัศจรรย์แผ่นดินไหวเป็นต้น
พระอานนท์ กราบทูลถาม จึงตรัสตอบถึงเหตุแห่งแผ่นดินไหว แล้วทรงแสดงบริษัท ๘ มีขัตติบริษัท เป็นต้น และการที่พระองค์เคยเสด็จเข้าไปสู่บริษัทเหล่านั้น ทำพระองค์ให้เข้ากันได้กับบริษัทเหล่านั้น แล้วทรงแสดงอภิญายตนะ (อารมณ์อันครอบงำธรรมะที่เป็นข้าศึก หรือธรรมะฝ่ายต่ำ) ๘ ประการ วิโมกข์ (ธรรมะเป็นเครื่องหลุดพันจากธรรมะเป็นข้าศึก) ๘ ประการ
แล้วตรัสเล่าเรื่องที่ทรงปลงอายุสังขาร พระอานนท์จึงกราบทูลอาราธนาให้ทรงพระชนมาชีพอยู่อีก ตรัสว่ามิใช่กาลที่จะขอร้องเสียแล้ว เพราะได้ทรงแสดงนิมิต (เครื่องหมาย) แสดงโอภาส (แสงสว่าง-หมายถึงการบอกใบ้) อย่างชัดเจนแล้วหลายครั้ง คือที่กรุงราชคฤห์ ๑๐ แห่ง ที่กรุงเวสาลี ๖ แห่ง แต่พระอานนท์ ก็มิได้อาราธนา บัดนี้พระองค์ทรงปลงอายุสังขารเสียแล้ว จึงมอใช่ฐานะที่จะทรงคืนความตั้งพระหฤทัย.
เสด็จป่ามหาวันประชุมภิกษุสงฆ์
ต่อจากนั้นเสด็จสู่เรือนยอด ณ ป่ามหาวัน ทรงเรียกประชุมภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในกรุงเวสาลีทั้งหมด ณ ที่นั้น แล้วทรงแสดงสติปัฏฐาน (การตั้งสติ) ๔ อย่าง สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ อย่าง อิทธิบาท (ธรรมอันให้บรรลุความสำเร็จ) ๔ อย่าง อินทรีย์ (ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน) ๕ อย่าง พละ (ธรรมอันเป็นกำลัง) ๕ อย่าง โพชฌงค์ (ธรรมอันเป็นองค์ประกอบให้ได้ตรัสรู้) ๗ อย่าง และ มรรค (ข้อปฏิบัติ หรือทางดำเนิน) ๘ อย่าง (รวม ๓๗ ประการ) ว่าเป็นอภิญญาเทสิตธรรม (ธรรมที่ทรงแสดงแล้วด้วยความรู้ยิ่ง) แล้วตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท อีก ๓ เดือน ต่อแต่นี้ พระองค์จะปรินิพพาน.
เสด็จภัณฑคาม และที่อื่น ๆ
แล้วเสด็จจากกรุงเวสาลีสู่ภัณฑคาม ทรงแสดงอริยธรรม (ธรรมอันประเสริฐ) ๔ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ (ความหลุดพ้น) และทรงแสดงเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมาก.
ต่อจากนั้นเสด็จสู่หัตถิคาม, อัมพคาม, ชัมพุคาม และโภคนคร โดยลำดับ ณ โภคนคร ทางแสดงมหาปเทศ (หลักอ้างอิงสำหรับสอบสวนข้อกล่าวอ้างของผู้อื่นที่ว่าเป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า) ๔ ประการ โดยให้สอบกับพระสูตรเทียบกับพระวินัยก่อน.
เสด็จกรุงปาวา ฉันอาหารของนายจุนทะ
ครั้นแล้วเสด็จสู่กรุงปาวา นายจุนทะบุตรช่างทองนิมนต์ฉัน ก็เสด็จไปฉันพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย ตรัสเรียกให้นำสูกรมัททวะ (มีผู้แปลว่า มังสะสุกรอ่อนบ้าง เห็ดชนิดหนึ่งบ้าง) มาที่พระองค์ ให้ถวายอาหารอื่นแด่พระสงฆ์เมื่อฉันแล้วตรัสสั่งให้นำสูกรมัททวะนั้นไปฝังเสีย ต่อมาทรงประชวรลงพระโลหิตมีเวทนากล้า แต่ก็ทรงมีสติสัมปชัญญะอดกลั้นอาพาธนั้นไม่ทรงเดือดร้อน.
ระหว่างที่เสด็จสู่กรุงกุสินารา
ทรงเดินทางต่อไปยังกรุงกุสินารา ทรงแวะจากทางให้พระอานนท์ปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้นถวาย แล้วตรัสสั่งพระอานนท์ให้ไปตักน้ำมา ครั้งแรกน้ำขุ่นเพราะเกวียนประมาณ ๕๐๐ ผ่านไป พระอานนท์จึงไม่ตัก กราบทูลเชิญให้เสด็จต่อไปยังกกุธานที แต่ตรัสซ้ำให้ไปตักน้ำมาคราวนี้กลับได้น้ำใส.
ณ ที่นั้น ปุกกุสะ มัลลบุตร เดินทางจะไปกรุงปาวาเข้าไปเฝ้าสนทนาด้วย พระองค์ก็รับสั่งโต้ตอบด้วย เมื่อจะจากไปได้ถวายผ้าเนื้อเกลี้ยงสีทองคู่หนึ่งแด่พระผู้มีพระภาค ตรัสแนะให้ถวายพระองค์ผืนหนึ่ง ถวายพระอานนท์ผืนหนึ่ง เมื่อปุกกุสะไปแล้ว พระอานนท์ก็นำผ้าผืนที่ได้รับไปถวายพระผู้มีพระภาค แล้วกราบทูลว่าพระฉวีวรรณผ่องใสยิ่งนัก ตรัสตอบว่า พระฉวีวรรณของพระองค์ย่อมผ่องใสเป็นพิเศษ ๒ คราว คือในคืนที่จะตรัสรู้ กับในคืนที่จะปรินิพพาน.
ต่อจากนั้นเสด็จข้ามแม่น้ำกกุธานที ตรัสสั่งพระอานนท์ให้บอกแก่นายจุนทะอย่าให้เดือดร้อนว่า พระองค์ฉันอาหารของเขาแล้วปรินิพพาน ให้ชี้แจงว่าบิณฑบาตที่ถวายก่อนตรัสรู้และก่อนปรินิพพานนั้นมีผลมาก มีอานิสงส์มาก.
ครั้งแล้วเสด็จเลียบฝั่งนอกของแม่น้ำหิรัญญวดี สู่ป่าไม้สาละของมัลลกษัตริย์ใกล้กรุงกุสินารา ให้ตั้งเตียงผินพระเศียรไปทางทิศอุดร ทรงบรรทมมีสติสัมปชัญญะ ตรัสปรารภการบูชาด้วยการประพฤติธรรมว่ายอดเยี่ยม.
สถานที่ควรสังเวช ๔ แห่ง
ทรงแสดงสังเวชนียสถาน คือสถานที่ควรสังเวช ๔ คือที่ที่พระตถาคต ประสูติ, ตรัสรู้, แสดงธรรมจักร และปรินิพพาน ว่าเมื่อ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาจาริกไป มีจิตเลื่อมใส และตายลงก็จะเข้าสู่สุคติ โลกสวรรค์.
วิธีปฏิบัติในสตรี และพระพุทธสรีระ
ทรงแสดงวิธีปฏิบัติในสตรี (มาตุคาม) ตามที่พระอานนท์กราบทูลถาม ว่าไม่ควรมอง ถ้าจำเป็นจะมองก็ไม่ควรพูดด้วย ถ้าจำเป็นจะพูดด้วย ก็ให้ตั้งสติ. แล้วทรงแสดงวิธีปฏิบัติต่อพระพุทธสรีระ เช่นเดียวกับสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ ในเมื่อพระอานนท์กราบทูลถาม โดยทรงแสดงว่าให้ห่อด้วยผ้าใหม่ แล้วห่อด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่ แล้วห่อด้วยสำลี รวม ๕๐๐ ชั้น แล้วใส่ในรางเหล็กเต็มด้วยน้ำมันปิดด้วยรางเหล็ก ทำจิตกาธานด้วยของหอมแล้ว ทำการเผา สร้างสตูปไว้ในทาง ๔ แพร่ง
ผู้ควรแก่สตูป
ทรงแสดงถึงบุคคลผู้เป็นถูปารหะ (ผู้ควรแก่สตูป) ๔ คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ
ตรัสสรรเสริญพระอานนท์
พระอานนท์เข้าไปสู่วิหารเหนี่ยวสลักเพชร (หัวลิ่มประตูทำรูปเป็นศีรษะวานร) ยืนร้องให้ ด้วยคิดว่า ท่านยังเป็นเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา คือเป็นเพียงพระโสดาบันยังไม่บรรลุอรหัตผล) แต่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงอนุเคราะห์ท่าน จักปรินิพพานเสียแล้ว.
พระผู้มีพระภาคทรงทราบตรัสเรียกให้เข้าเฝ้า แล้วตรัสปลอบใจว่า เป็นธรรมดาที่จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ จะปรารถนาให้สิ่งที่มีความทรุดโทรมเป็นธรรมดามิให้ทรุดโทรม ย่อมเป็นไปไม่ได้ แล้วตรัสสรรเสริญพระอานนท์ว่า ตั้งเมตตา ทางกาย วาจา ใจ ในพระองค์มาตลอดกาลนาน ได้ชื่อว่าทำบุญไว้แล้วจงเริ่มตั้งความเพียรเถิด จะเป็นผู้สิ้นอาสวะโดยพลัน.
ครั้นแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสสรรเสริญพระอานนท์ว่า ภิกษุผู้อุปัฏฐาก (รับใช้) พระพุทธเจ้าทั้งในอดีต และในอนาคต ก็อย่างยิ่งเพียงเท่าพระอานนท์ ทรงสรรเสริญว่าพระอานนท์เป็นบัณฑิตรู้กาลที่ควรจะจัดให้ใครเข้าเฝ้า และเป็นที่พอใจใคร่สดับธรรมของบริษัท ๔.
ตรัสเรื่องกรุงกุสินารา
พระอานนท์กราบทูลว่าอย่าปรินิพพานในกรุงกุสินารานี้ซึ่งเป็นเมืองเล็ก เมืองดอย เป็นกิ่งเมือง ขอให้เสด็จไปปรินิพพานในเมืองใหญ่ ๆ เช่น จำปา ราชคฤห์ สาวัตถี สาเกต โกสัมพี พาราณสี แต่ตรัสตอบว่ากรุงกุสินารา เคยเป็นราชธานีนามว่า กุสาวดี ซึ่งพระเจ้ามหาสุทัสสนะจักรพรรดิ ทรงปกครอง เคยเจริญรุ่งเรืองยิ่งมาแล้ว. ครั้นแล้วตรัสสั่งให้พระอานนท์ไปแจ้งข่าวที่จะปรินิพพานแก่มัลลกษัตริย์ซึ่งพากันเศร้าโศก และมาเฝ้าในราตรีนั้น พระอานนท์ก็จัดให้เข้าถวายบังคมเป็นครอบครัวไป เสร็จสิ้นภายในยามแรกแห่งราตรี.
โปรดสุภัททปริพพาชก
ครั้งนั้นปริพพาชก (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) คนหนึ่งชื่อ สุภัททะ มาเฝ้า พระอานนท์จะไม่ให้เข้าเฝ้าแต่พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้ เมื่อกราบทูลถาม ทรงโต้ตอบ แสดงธรรมให้ฟัง ก็ขอบวชและเพียรพยายามจนได้บรรลุอรหัตผลในไม่ช้า นับเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายที่ทันเห็นพระพุทธเจ้า.
พระดำรัสตรัสสั่ง
ครั้งแล้วตรัสสั่งความแก่พระอานนท์ ดังต่อไปนี้:-
๑. ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว จักเป็นพระศาสดาของท่านทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไป
๒. เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายไม่พึงเรียกกันด้วยคำว่า อาวุโส เช่น ที่เรียกกันอยู่ในบัดนี้ พึงเรียกภิกษุอ่อนกว่าว่า โดยชื่อ โดยโคตรหรือ ด้วยคำว่า อาวุโส (ผู้มีอายุ) พึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า ภันเต (ท่านผู้เจริญ) หรือ อายัสมา (ท่านผู้มีอายุ)
๓. เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว เมื่อสงฆ์ปรารถนาก็จบถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียได้.
๔. เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์พึงลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ คือ ปล่อยให้ทำอะไรตามชอบใจ ไม่พึงว่ากล่าวตัดเตือน.
ทรงเปิดโอกาสให้ซักถาม
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ทรงเปิดโอกาสว่า ถ้าภิกษุแม้รูปหนึ่งมีความสงสัยเคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค หรือในข้อปฏิบัติ ก็ให้ถามได้ อย่าเดือดร้อนใจว่า ศาสดาอยู่ต่อหน้า แต่มิได้ถามในที่ต่อหน้า แต่ก็ไม่มีผู้ใดถาม พระอานนท์จึงกราบทูลแสดงความอัศจรรย์ ตรัสตอบว่า เพราะภิกษุที่ประชุมกันอยู่ถึง ๕๐๐ นี้ อย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน.
ปัจฉิมโอวาท
ครั้งแล้วตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้เราเตือนท่าน สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม (สมบูรณ์) เถิด” นี้เป็นปัจฉิมวาจาของพระตถาคต.
ลีลาในการปรินิพพาน
ครั้นแล้ว ทรงเข้าฌานที่ ๑ ออกจากฌานที่ ๑ เข้าสู่ฌานที่๒ เป็นลำดับไปจนครบรูปฌาน (ฌานมีรูปเป็นอารมณ์) ๔ อรูปฌาน (ฌานมีสิ่งมิใช่รูปเป็นอารมณ์) ๔ และ สัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบัติที่ดับสัญญา ความกำหนดหมาย และเวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ ไม่สุข)[๖] ต่อจากนั้นทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ ย้อนกลับเข้าสู่อรูปฌานที่ ๔ (คล้ายกับออกจากตึกชั้นที่ ๙ ย้อนลงมาสู่ชั้นที่ ๘) โดยนัยะนี้ ทรงย้อนกลับไปถึงฌานที่ ๑ ออกจากฌานที่ ๑ เข้าสู่ฌานที่ ๒ เรื่อยไปจนถึงฌานที่ ๔ เมื่อออกจากฌานที่ ๔ แล้วก็ปรินิพพาน.
เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ก็เกิดแผ่นดินไหว และมีหลายท่านกล่าวภาษิตในทางธรรม เหตุการณ์นี้ยังความโศกสลดให้เกิดแก่ภิกษุผู้ยังไม่ปราศจากราคะ และยังธรรมสังเวชให้เกิดแก่ภิกษุผู้ปราศจากราคะแล้ว.
การถวายพระเพลิง
มัลลกษัตริย์ก็จัดการถวายพระเพลิงพระศพพระผู้มีพระภาค ภายหลังที่ตั้งพระศพจัดเครื่องสักการบูชาครบ ๗ วัน และภายหลังที่พระมหากัสสปเถระ พร้อมด้วยภิกษุบริษัทมาถวายบังคมพระศพเสร็จแล้ว อนึ่งในบริษัทของพระมหากัสสปนั้น ขณะที่ภิกษุทั้งหลายกำลังร้องให้คร่ำครวญในข่าวปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ก็มีภิกษุรูปหนึ่งผู้บวชเมื่อแก่ชื่อสุภัททะ กล่าวห้ามภิกษุเหล่านั้นมิให้เศร้าโศก ควรจะดีใจว่า ต่อไปจะไม่มีใครมาห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้ ปรารถนาจะทำอะไรก็ทำได้ตามพอใจ (ซึ่งพระมหากัสสปได้ปรารภเป็นเหตุเสนอให้สงฆ์ทำสังคายนา ดังปรากฎในวินัยปิฏกแล้ว หน้า ๒๘๒ หมายเลข ๗)
เรื่องโทณพราหมณ์
เมื่อพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสอย่างนี้แล้ว โทณพราหมณ์ได้พูดกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงฟังคำอันเอกของข้าพเจ้า พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวสรรเสริญขันติ การจะแตกร้าวกัน เพราะส่วนแห่งสรีระของพระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุคคลเช่นนี้ไม่ดีเลย ขอเราทั้งหลายทั้งปวง จงยินยอมพร้อมใจ ยินดีแบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วนเถิด ขอพระสถูปจงแพร่หลายไปในทิศทั้งหลาย ชนผู้เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุมีอยู่มาก
หมู่คณะเหล่านั้นกล่าวว่า ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ขอท่านนั่นแหละจงแบ่งพระสรีระธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าออกเป็น ๘ ส่วนเท่า ๆ กันให้เรียบร้อยเถิด
การแบ่งพระสรีระธาตุ
โทณพราหมณ์รับคำของหมู่คณะนั้นแล้ว จัดการแบ่งพระสรีระธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าออกเป็น ๘ ส่วนเท่ากันเรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวแก่หมู่คณะเหล่านั้นว่า ดูก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงให้ทะนานลูกนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจัดกระทำพระสถูป และทำการฉลองทะนานบ้าง ทูตเหล่านั้นได้ให้ทะนานแก่โทณพราหมณ์
สมัยนั้น โทณพราหมณ์รู้ว่าพวกเจ้าเหล่านั้นเผลอ ก็ฉวยพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาเก็บไว้ในระหว่างผ้าโพก ต่อมาภายหลังจึงแบ่งเป็น ๘ ส่วน เท่า ๆ กัน พระบรมธาตุทั้งหมดรวมได้ ๑๖ ทะนาน เจ้านครแต่ละพระองค์ได้ไปองค์ละ ๒ ทะนานพอดี
เมื่อโทณพราหมณ์กำลังแบ่งพระบรมธาตุอยู่นั่นแล ท้าวสักกะจอมเทพสำรวจดูว่า ใครหนอ ฉกเอาพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไป ก็ทรงเห็นว่า โทณพราหมณ์ฉกเอาไป จึงทรงดำริว่า แม้พราหมณ์ก็ไม่อาจทำสักการะอันควรแก่พระเขี้ยวแก้วได้ จำเราจะถือเอาพระเขี้ยวแก้วนั้นไปเสีย แล้วทรงถือพระเขี้ยวแก้วนั้น ออกจากระหว่างผ้าโพก บรรจุไว้ในผอบทองคำ นำไปยังเทวโลกประดิษฐานไว้ ณ พระจุฬามณีเจดีย์
ฝ่ายพราหมณ์ ครั้นแบ่งพระบรมธาตุแล้ว ไม่เห็นพระเขี้ยวแก้ว แต่เพราะตนฉกเอามาโดยกิริยาของขโมย จึงไม่อาจแม้แต่จะถามว่า ใครฉกเอาพระเขี้ยวแก่ของเราไป เห็นแต่การยกโทษลงในตนเองว่า เจ้าเท่านั้นแบ่งพระบรมธาตุมิใช่หรือ ทำไมเจ้าไม่รู้ว่าพระบรมธาตุของตนมีอยู่ก่อนเล่า
ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า ทะนานทองคำนี้ก็มีคติดังพระบรมธาตุ เราจักทำทะนานทองคำที่ตวงพระบรมธาตุของพระตถาคตเป็นสถูป แล้วจึงทูลว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โปรดประทานทะนานลูกนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด
ลำดับนั้น พวกเจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวันได้สดับว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ในเมืองกุสินารา จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง จักได้ทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารากล่าวว่า ส่วนพระสรีระธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีแล้ว เราได้แบ่งพระสรีระธาตุ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเสร็จแล้ว ขอพวกท่านจงทำพระอังคารไปแต่ที่นี้เถิด พวกทูตนั้นจึงได้นำพระอังคารไปจากที่นั้นแล้วสร้างสถูปสักการบูชา
สรุปเนื้อหาของมหาปรินิพพานสูตร
ภาคนิคมน์
พระสูตรนี้ พอสรุปได้ข้อความสำคัญไว้ว่า จากที่ได้ประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์แล้ว ได้เสด็จไปสวนมะม่วง แล้วเสด็จสู่ปาฏลิคาม ได้แสดงโทษของความวิบัติจากศีล ๕ ประการ คือ
๑. เสื่อมทรัพย์
๒. มีกิตติศัพท์ในทางชั่ว
๓. ไม่องอาจในที่ชุมนุมชน
๔. หลง-ถึงแก่ความตาย[๗]
๕. นำไปสู่อบายภูมิ ทุคติ วินิบาต[๘]
จากนั้นได้เสด็จไปสู่โกลิคาม ซึ่งได้แสดงธรรมเรื่อง อริยสัจ ๓ ที่นั่น รวมทั้งเรื่องศีล, สมาธิ, ปัญญา ต่อจากนั้นได้เสด็จไปนาทิกคาม แล้วเสด็จต่อไปพัก ณ ป่ามะม่วงของนางอัมพปาลี ได้แสดงธรรมเรื่องมหาสติปัฏฐาน ๔ แก่ภิกษุสาวกที่ติดตาม ต่อจากนั้นได้เสด็จไปจำพรรษา ณ เวฬุวคาม ในระหว่างพรรษาทรงประชวร แต่ก็มิได้ขับไล่อาพาธด้วยความเพียร และอธิษฐานชีวิตสังขารที่จะทรงอยู่ต่อไป เพราะยังมิได้ลาภิกษุสงฆ์ และบริวารผู้รับใช้ทั้งหลาย
เมื่อเสด็จพักผ่อนที่ปาวาลเจดีย์ในเวลากลางวัน ได้ทรงแสดงนิมิตโอภาสอย่างชัดเจน และตรัสบอกใบ้แก่พระอานนท์ว่า ผู้ใดเจริญอิทธิบาท ๔ ประการดีแล้ว ถ้าปรารถนาก็อาจมีอายุยืนอยู่ได้นามมาก แต่พระอานนท์นึกไม่ถึง จึงมิได้อาราธนากราบทูลขอให้อยู่ต่อไปนาน ๆ เมื่อพระอานนท์ออกไปพ้นจากที่เฝ้า มาร (อาจเป็นเทวปุตตมาร หรือมัจจุมาร) ได้มาอาราธนาให้นิพพาน พระองค์ได้ปลงอายุสังขาร (ปลงพระทัยว่า ต่อจากขณะนั้นอีก ๓ เดือนจะเสด็จปรินิพพาน) ก็เกิดมหัศจรรย์แผ่นดินไหว พระอานนท์ทูลถามถึงสาเหตุของแผ่นดินไหว และได้ทูลอาราธนาขอให้ทรงพระชนมาชีพอยู่ต่อไป ตรัสว่า ได้แสดงโอภาส[๙] เป็นการบอกใบ้แล้วหลายครั้ง คือที่กรุงราชคฤห์ ๑๐ แห่ง กรุงเวสาลี ๖ แห่ง แต่พระอานนท์ก็มิได้อาราธนาให้อยู่ต่อ จึงคืนความตั้งใจไม่ได้
ต่อจากนั้นได้เสด็จสู่ป่ามหาวัน ทรงเรียกประชุมภิกษุสงฆ์ในบริเวณกรุงเวสาลีทั้งหมด แล้วทรงแสดงธรรมอภิญญาเทสิตธรรม เป็นยิ่งใหญ่ ๓๗ ประการ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ (ความเพียรชอบ) อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรค ๘ แล้วทรงเตือนภิกษุทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท อีก ๓ เดือนจะทรงปรินิพพาน
จากนั้นได้เสด็จจากกรุงเวสาลีสู่กัณฑคาม แล้วที่อื่นใกล้เคียงอีก ๓-๔ แห่ง จึงเสด็จสู่กรุงปาวา นายจุนทะบุตรช่างทองนิมนต์ฉัน ก็เสด็จไปฉัน พร้อมด้วยภิกษุผู้ติดตามทั้งหลาย ตรัสเรียกให้นำสุกรมัททวะที่ฉันแล้วนั้นไปฝังเสีย (มีผู้แปลว่าเนื้อสุกรอ่อนบ้าง เห็ดชนิดหนึ่งบ้าง แต่ถ้าเป็นเห็ดพิษจะต้องฝัง หรือเนื้อสุกรพิษ คือเป็นโรคร้ายจำพวกแอนแทรกซ์เป็นต้น จึงควรนำไปฝังเสีย เพื่อกันโรคแพร่) ให้ถวายอาหารชนิดอื่นแก่ภิกษุซึ่งติดตามไป ต่อมาทรงประชวรลงพระโลหิต เจ็บปวดมาก แต่ทรงอดกลั้นได้ไม่เดือดร้อน และเดินทางต่อไปยังกรุงกุสินารา ทรงกระหายน้ำ ให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาถวาย ครั้งแรกพระอานนท์มิได้ตักมาถวายเพราะน้ำขุ่น ต่อเมื่อทรงย้ำให้กลับไปตักใหม่จึงได้น้ำมา (ซึ่งได้ทรงเล่าว่า เพราะกรรมเก่าสมัยเมื่อเป็นโคบาล ต้อนแม่โคไปหากิน เห็นแม่โคดื่มน้ำขุ่นจึงห้ามไว้ ด้วยผลแห่งกรรมนี้ พระอานนท์จึงไปตักน้ำมาถวายไม่ได้ในครั้งแรก) พระอานนท์กราบทูลในระหว่างทางก่อนเสด็จข้ามแม่น้ำกกุธนที ว่า พระฉวีวรรณของพระพุทธองค์ผ่องใสยิ่งนัก ตรัสตอบว่า พระฉวีวรรณจะผ่องใสเป็นพิเศษศอยู่ ๒ คราว คือในคืนที่จะตรัสรู้ และในคืนที่จะปรินิพพาน
ได้ตรัสถึงสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง คือที่ประสูติ, ตรัสรู้, แสดงธรรมจักร, และปรินิพพาน, ว่าเมื่อภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาจาริกไป มีจิตเลื่อมใส เมื่อตายลง จะเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์
ทรงแสดงวิธีปฏิบัติต่อสตรีตามที่พระอานนท์กราบทูลถาว่า ไม่ควรมอง ถ้าจำเป็นต้องมอง ก็ไม่ควรพูดด้วย ถ้าจำเป็นต้องพูดด้วยให้ตั้งสติให้ดี
ได้ตรัสห้ามมิให้พระอานนท์ร้องให้ โดยเตือนว่า การพลัดพรากจากของรักเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลก ทั้งทรงปลอบพระอานนท์ว่า ได้ตั้งเมตตา ทั้งกาย วาจา ใจ ต่อพระองค์มาตลอด ได้ชื่อว่าทำบุญไว้แล้ว ให้รีบทำความเพียรจะได้เป็นผู้สิ้นอาสวะในไม่ช้า
โอวาทสุดท้ายที่มีต่อพระสาวก “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้เราเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”
ลีลาในการปรินิพพาน ทรงเข้าฌานที่ ๑ แล้วออกจากฌานที่ ๑ เข้าฌานที่ ๒ จนครบฌาน ๔ ซึ่งเป็นพวก รูปฌาน แล้วเข้าอรูปฌานทั้ง ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วย้อนกลับเข้าสู่อรูปฌานที่ ๔ แล้วทรงย้อนกลับไปสู่ฌานที่ ๑ แล้วเข้าสู่ฌานที่ ๒, ๓, ๔ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อออกจากฌานที่ ๔ ก็ทรงปรินิพพาน (ท่านว่าเป็นการไม่ติดในรูปฌาน และอรูปฌาน เพราะนิพพานในระหว่างรูปฌานและอรูปฌาน)
เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหว เหตุการณ์นี้นำความโศกเศร้ามาสู่ภิกษุผู้ยังไม่บรรลุ และยังธรรมสังเวชให้เกิดแกภิกษุผู้ปราศจากราคะบรรลุแล้ว
หลังการถวายพระเพลิงโดยมัลลกษัตริย์จัดถวายเยี่ยงการถวายเพลิงแด่พระมหาจักรพรรดิแล้ว ก็มีกษัตริย์ และพราหมณ์จากแคว้นต่าง ๆ มาขอพระบรมสารีริกธาตุไปเพื่อไปบรรจุทำสถูปบรรจุและทำการฉลองในนครของตน ๆ
ข้อสังเกต
ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า พระสูตรนี้เป็นบันทึกเล่าเรื่อง โดยประมวลลำดับเหตุการณ์ และพระธรรมเทศนาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในขบวนเสด็จจาริกแสดงธรรมครั้งสุดท้าย มารวบรวมไว้ จึงทำให้พระสูตรนี้มีเนื้อหายาวที่สุด คือ มีถึง ๖ ภาณวาร แบ่งย่อยเป็น ๔๔ ตอน บางตอนบันทึกไว้โดยย่อ และมีรายละเอียดแยกไปตั้งเป็นสูตรหนึ่งต่างหากก็มี เช่น มหาสุทัสสนสูตร ชนวสภสูตร ในเล่มนี้ บางตอนนิกายอื่น ๆ นำไปขยายความก็มี นำไปอ้างอิงก็มีนั้น ขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความกระจ่างขึ้น
ที่ว่า มีเนื้อหาแบ่งย่อยเป็น ๔๔ ตอนนั้น หมายถึงตอนของฉบับแปลนี้ แต่ฉบับภาษาบาลี ท่านแบ่งไว้เพียง ๔๐ ตอน คณะบรรณกรเห็นว่า บางตอนมีหลายเรื่อง จึงแยกออกเพื่อให้เห็นเด่นชัด เช่น ตอนที่พระอานนท์ทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์ชีพต่อไปอีก ๑ กัลป์ แยกเป็น ๓ ตอน คือ ตอนท่านพระอานนท์ทูลอาราธนา ตอนทรงแสดงอานุภาพของอิทธิบาท และตอนทรงแสดงสังเวชนียธรรม ตอนที่ว่าด้วยเรื่องพระมหากัสสปะ ก็แยกเป็น ๒ ตอน คือ เพิ่มตอนถวายพระเพลิงขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มตอนทรงเล่าเรื่องมารทูลอาราธนาให้ปรินิพพานขึ้นอีก ๑ ตอน ระหว่างตอนที่ว่าด้วยวิโมกข์ ๘ กับตอนที่ว่าด้วยพระอานนท์ทูลอาราธนา
ที่ว่าบางตอนปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ทั้งของพระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก และพระอภิธรรมปิฎกนั้น มีหลักฐานอยู่ที่เชิงอรรถของตอนนั้น ๆ ซึ่งบอกว่า ดูเทียบ เช่น ดูเทียบ องฺ. สตฺตก. (แปล) ๒๓/๒๒/๓๒-๓๘ หมายถึงดูเทียบกับคัมภีร์อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาท พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ ข้อ ๒๒ หน้า ๓๒ - ๓๙ ตรงนี้ให้ดุเทียบเรื่องราชอปริหานิยธรรม ๗ ประการ คำว่า ดูเทียบในพระสูตรนี้มี ๓๑ แห่ง แห่งละ ๑ คัมภีร์บ้าง ๒ คัมภีร์บ้าง มากกว่า ๒ คัมภีร์บ้าง คัมภีร์เหล่านี้เป็นของสุตตันตปิฎกทั้ง ๕ นิกาย ของพระวัยปิฎก และของพระอภิธรรมปิฎก
ขอให้สังเกตว่า ข้อความในตอนที่ว่าด้วยเรื่องพระมหากัสสปะ ในพระสูตรนี้ ข้อ ๒๓๑ กับข้อความในพระวินัยปิฎก จูฬวรรค พระไตรปิฎกเล่นที่ ๗ ข้อ ๔๓๗ หน้า ๓๗๕ เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในพระวินัยปิฎก ท่านพระมหากัสสปะเล่าไว้เอง ข้อความตอนนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการทำปฐมสังคายนาหลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน
เมื่อมองโดยภาพรวม จะเห็นได้ว่า พระสูตรนี้บันทึกเหตุการณ์ที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และพระธรรมเทศนาที่เป็นหลักสำคัญ ๆ ไว้อย่างดียิ่ง นับเป็นพระสูตรที่มีคุณค่ามหาศาล จึงควรศึกษาโดยละเอียด
วิเคราะห์รัฐศาสตร์ตามแนวมหาปรินิพพานสูตร
หลักอปริหานิยธรรมเป็นคำสอนซึ่งมักนำมาอ้างกันเป็น ๒ นัย คือ นัยแรก อ้างเพื่อสนับสนุนว่าพระพุทธศาสนามีลักษณะเป็นประชาธิปไตย มีการลงมติโดยถือความเห็นของที่ประชุมเป็นสำคัญ อีกนัยหนึ่ง อ้างว่าเป็นหลักคำสอนทางการเมืองสำหรับรัฐที่ปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรม เช่น รัฐของพวกลิจฉวี และ มัลละ เป็นต้น หลักอปริหานิยธรรมมี ๗ ประการ ดังนี้
¾ÃмÙéÁÕ¾ÃÐÀÒ¤ÃѺÊÑ觡зèÒ¹¾ÃÐÍÒ¹¹·ìÇèÒ ´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì à¸Íä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§äà ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕËÁÑè¹»ÃЪØÁ¡Ñ¹à¹×ͧ æ ËÃ×Í Ï
·èÒ¹¾ÃÐÍÒ¹¹·ì·ÙÅÇèÒ ¢éÒ¾ÃÐͧ¤ìä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§¹Ñé¹ ¾ÃÐà¨éÒ¢éÒ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ¨Ñ¡ËÁÑè¹»ÃЪØÁ¡Ñ¹à¹×ͧ æ ÍÂÙèà¾Õ§㴠¾Ö§ËÇѧä´é«Ö觤ÇÒÁà¨ÃÔ ÍÂèÒ§à´ÕÂÇ äÁèÁÕàÊ×èÍÁ à¾Õ§¹Ñé¹ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì à¸Íä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§äà ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ¾ÃéÍÁà¾ÃÕ§¡Ñ¹»ÃЪØÁ ¾ÃéÍÁà¾ÃÕ§¡Ñ¹àÅÔ¡»ÃЪØÁ áÅоÃéÍÁà¾ÃÕ§¡Ñ¹·Ó¡Ô¨·Õèà¨éÒÇѪªÕ¾Ö§¡ÃзÓËÃ×Í Ï
¢éÒ¾ÃÐͧ¤ìä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§¹Ñé¹ ¾ÃÐà¨éÒ¢éÒ ฯ
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ¨Ñ¡¾ÃéÍÁà¾ÃÕ§¡Ñ¹»ÃЪØÁ ¨Ñ¡¾ÃéÍÁà¾ÃÕ§¡Ñ¹àÅÔ¡»ÃЪØÁ áÅШѡ¾ÃéÍÁà¾ÃÕ§¡Ñ¹·Ó¡Ô¨·Õèà¨éÒÇѪªÕ¾Ö§¡ÃзÓÍÂÙèà¾Õ§㴠¾Ö§ËÇѧä´é«Ö觤ÇÒÁà¨ÃÔÍÂèÒ§à´ÕÂÇ äÁèÁÕàÊ×èÍÁà¾Õ§¹Ñé¹ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì à¸Íä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§äà ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕäÁèä´éºÑѵÔÊÔè§·ÕèÁÔä´éºÑѵÔäÇé äÁè¶Í¹ÊÔè§·Õèä´éºÑѵÔäÇéáÅéÇ ÊÁÒ·Ò¹»ÃоĵÔÍÂÙèã¹ÇѪªÕ¸ÃÃÁ¢Í§ à¡èÒµÒÁ·ÕèºÑѵÔäÇéáÅéÇËÃ×Í Ï
¢éÒ¾ÃÐͧ¤ìä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§¹Ñé¹ ¾ÃÐà¨éÒ¢éÒ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ¨Ñ¡äÁèºÑѵÔÊÔè§·ÕèÁÔä´éºÑѵÔäÇé ¨Ñ¡äÁè¶Í¹ ÊÔè§·Õèä´éºÑѵÔäÇéáÅéÇ ¨Ñ¡ÊÁÒ·Ò¹»ÃоĵÔÍÂÙèã¹ÇѪªÕ¸ÃÃÁ¢Í§à¡èÒµÒÁ·ÕèºÑѵÔäÇé áÅéÇÍÂÙèà¾Õ§㴠¾Ö§ËÇѧä´é«Ö觤ÇÒÁà¨ÃÔÍÂèÒ§à´ÕÂÇ äÁèÁÕàÊ×èÍÁ à¾Õ§¹Ñé¹ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì à¸Íä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§äà ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕÊÑ¡¡ÒÃà¤Òþ¹Ñº¶×ÍºÙªÒ ·èÒ¹·Õèà»ç¹¼ÙéãËè¢Í§¾Ç¡à¨éÒÇѪª Õ áÅÐàª×èͿѧ¶éͤӢͧ·èÒ¹àËÅèÒ¹Ñé¹ËÃ×Í Ï
¢éÒ¾ÃÐͧ¤ìä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§¹Ñé¹ ¾ÃÐà¨éÒ¢éÒ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ¨Ñ¡ÊÑ¡¡ÒÃÐà¤Òþ¹Ñº¶×ͺ٪ҷèÒ¹·Õèà»ç¹¼ÙéãËè¢Í§¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ áÅШѡàª×èͿѧ¶éͤӢͧ·èÒ¹àËÅèÒ¹Ñé¹ÍÂÙèà¾Õ§㴠¾Ö§ËÇѧä´é«Ö觤ÇÒÁà¨ÃÔÍÂèÒ§à´ÕÂÇ äÁèÁÕàÊ×èÍÁ à¾Õ§¹Ñé¹ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì à¸Íä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§äà ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕäÁè©Ø´¤ÃèÒ¢×¹ã¨ÊµÃÕËÃ×Í ¡ØÁÒÃÕã¹Ê¡ØÅãËéÍÂÙèÃèÇÁ´éÇÂËÃ×Í Ï
¢éÒ¾ÃÐͧ¤ìä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§¹Ñé¹ ¾ÃÐà¨éÒ¢éÒ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ¨Ñ¡äÁè©Ø´¤ÃèÒ¢×¹ã¨ÊµÃÕËÃ×Í¡ØÁÒÃÕã¹Ê¡ØÅ ãËé ÍÂÙèÃèÇÁ´éÇÂÍÂÙèà¾Õ§㴠¾Ö§ËÇѧä´é«Ö觤ÇÒÁà¨ÃÔÍÂèÒ§à´ÕÂÇ äÁèÁÕàÊ×èÍÁ à¾Õ§¹Ñé¹ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì à¸Íä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§äà ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕÊÑ¡¡ÒÃÐà¤Òþ ¹Ñº¶×ͺ٪Ò਴ÕÂì¢Í§ ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ·Ñé§ÀÒÂã¹ÀÒ¹͡ áÅÐäÁè»ÅèÍÂãËé¸ÃÃÁÔ¡¾ÅÕ·Õèà¤ÂãËé·Õèà¤Â¡ÃÐ·Ó á¡è਴ÕÂìàËÅèÒ¹Ñé¹ àÊ×èÍÁ·ÃÒÁä»ËÃ×Í Ï
¢éÒ¾ÃÐͧ¤ìä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§¹Ñé¹ ¾ÃÐà¨éÒ¢éÒ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ¨Ñ¡ÊÑ¡¡ÒÃÐ à¤Òþ ¹Ñº¶×ͺ٪Ò਴ÕÂì¢Í§ ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ ·Ñé§ÀÒÂã¹ÀÒ¹͡ áÅШѡäÁè»ÅèÍÂãËé¸ÃÃÁÔ¡¾ÅÕ·Õèà¤ÂãËé ·Õèà¤Â¡ÃзÓá¡è਴ÕÂìàËÅèÒ¹Ñé¹ àÊ×èÍÁ·ÃÒÁä»ÍÂÙèà¾Õ§㴠¾Ö§ËÇѧä´é«Ö觤ÇÒÁà¨ÃÔÍÂèÒ§à´ÕÂÇäÁèÁÕàÊ×èÍÁ à¾Õ§¹Ñé¹ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì à¸Íä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§äà ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ¨Ñ´á¨§äÇé´ÕáÅéÇ «Ö觤ÇÒÁÍÒÃÑ¡¢Ò»éͧ¡Ñ¹ ¤ØéÁ¤ÃͧÍѹà»ç¹¸ÃÃÁã¹¾ÃÐÍÃËѹµì·Ñé§ËÅÒ ´éǵÑé§ã¨ÇèÒä©¹Ë¹Í ¾ÃÐÍÃËѹµì·ÕèÂѧÁÔä´éÁÒ ¾Ö§ÁÒÊÙèáÇè¹á¤Çé¹áÅзÕèÁÒáÅéÇ ¾Ö§ÍÂÙèà»ç¹¼ÒÊØ¡ã¹áÇè¹á¤Çé¹ ´Ñ§¹ÕéËÃ×Í Ï
¢éÒ¾ÃÐͧ¤ìä´éÂÔ¹ÁÒÍÂèÒ§¹Ñé¹ ¾ÃÐà¨éÒ¢éÒ Ï
´Ù¡ÃÍÒ¹¹·ì ¾Ç¡à¨éÒÇѪªÕ¨Ñ¡¨Ñ´á¨§äÇé´ÕáÅéÇ «Ö觤ÇÒÁÍÒÃÑ¡¢Ò »éͧ¡Ñ¹ ¤ØéÁ¤ÃͧÍѹà»ç¹¸ÃÃÁã¹¾ÃÐÍÃËѹµì·Ñé§ËÅÒ ´éǵÑé§ã¨ÇèÒä©¹Ë¹Í ¾ÃÐÍÃËѹµì·ÕèÂѧÁÔä´éÁÒ ¾Ö§ÁÒÊÙèáÇè¹á¤Çé¹ áÅзÕèÁÒáÅéÇ ¾Ö§ÍÂÙèà»ç¹¼ÒÊØ¡ã¹áÇè¹á¤Çé¹ ´Ñ§¹Õé ÍÂÙèà¾Õ§㴠¾Ö§ËÇѧä´é«Öè§ ¤ÇÒÁà¨ÃÔÍÂèÒ§à´ÕÂÇ äÁèÁÕàÊ×èÍÁ à¾Õ§¹Ñé¹ Ï
เมื่อพิจารณาตามนัยแรกคือ อปริหานิยธรรม แสดงถึงลักษณะการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น มักอ้างหลักสามข้อแรกคือ
๑.หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พบปะปรึกษาหารือกิจกรรมงานกันโดยสม่ำเสมอ
๒.พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจทั้งหลายที่พึงทำร่วมกัน
๓.ไม่ถืออำเภอใจใคร่ต่อความสะดวก บัญญัติว่างข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้ตกลงบัญญัติวางไว้ และไม่เหยียบย่ำล้มล้างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติกันไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ
หลักสามข้อนี้เป็นเพียงการบริหารงานโดยการประชุม แต่การประชุมก็มิใช่ลักษณะเฉพาะอันทำให้ประชาธิปไตยต่างกับการปกครองแบบอื่น ในสังคมทั้งหลายตั้งแต่ระดับเผ่า เช่น สังคมของพวกอารยันในยุคเร่ร่อน ก็มีสภาพและมีการประชุมรัฐราชาธิปไตยก็มีสภาและมีการประชุมแข่งกัน ที่ประชุมนั้นใช่อย่างเป็นประชาธิปไตยก็ได้ อย่างเป็นเผด็จการก็ได้ และแม้ว่าหลักทั้งสามข้อนี้จะมีลักษณะค่อนไปทางประชาธิปไตย คือเน้นการยอมรับมติร่วมกันและการเคารพในข้อตกลงซึ่งได้ทำไว้ก่อน แต่ก็เป็นเพียงหลักการหาข้อสรุปด้วยการประชุม มิใช่หลักการเรื่องอำนาจอธิปไตยอันเป็นหลักการสำคัญทางการเมือง และมิได้ระบุว่าเป็นเรื่องนิติบัญญัติซึ่งจะเป็นหลักพิสูจน์ว่าใครคือผู้ปกครอง แต่มีลักษณะเป็นการประชุมของฝ่ายบริหารมากกว่า สภาของพวกลิจฉวีก็มิใช่สภาของผู้แทนราษฎรแต่เป็นสภาของคนชั้นสูง ซึ่งเป็นเครือญาติกนมากกว่า ซึ่งโดยรูปแบบแล้วมิใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย ยิ่งพิจารณาหลักการข้ออื่นอีกด้วยแล้วยิ่งไม่ปรากฏว่าอะไรเป็นลักษณะประชาธิปไตยที่แท้เลยระหว่างสตรีกับบุรุษ แต่เป็นเรื่องที่ไม่รังแกสตรี คือไม่ฉุดคร่าเอามาเป็นลูกเมีย ซึ่งจะทำให้เกิดการพยาบาททำร้ายจากบุรุษที่คุ้มครองสตรีนั้นอยู่ แต่ก็มิได้หมายความว่ามีฐานะเท่าเทียมชายเพราะยังสอนให้ชายอยู่ในฐานะผู้คุ้มครองสตรี
นัยที่สอง อธิบายอปริหานิยธรรมว่าเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสองแก่ผู้ปกครองรัฐแบบสามัคคีธรรม ทำนองเดียวกับที่สอนทศพิธราชธรรมแก่ผู้ปกครองรัฐแบบราชาธิปไตย ข้อนี้เป็นความจริงในแง่ที่ปรากฏข้อเท็จจริงในพระสูตรเช่นนั้น แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็เห็นว่าคำสอนที่ปรากฏชัดเจนว่าช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่รัฐแบบสามัคคีธรรมซึ่งมักมีจุดอ่อนในเรื่องสามัคคีเภท ก็คือ คำสอนสามข้อแรกซึ่งเกี่ยวกับการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันอยู่เสมอ และไม่ใช้อำนาจในการปกครองการบริหารงานแบบนี้จำเป็นสำหรับการปกครองที่ไม่มีใครมีอำนาจเด็ดขาดและแต่ละกลุ่มมีอำนาจน้อยไม่มากพอป้องกันตัวจากการรุกรานภายนอกได้ เมื่อต้องผนึกกำลังกันก็ต้องรับฟังความคิดความเห็นของกันและกัน แต่หลักทั้งสามข้อนี้ก็ใช้ในการประชุมขุนนางเพื่อการบริหารรับแบบราชาธิปไตยได้ ดังนั้นแม้จุดประสงค์ในการสอนและคำสอนสามข้อแรกนั้นจะเหมาะสมสำหรับรัฐสามัคคีธรรม แต่เมื่อพิจารณาคำสอนแล้วมิใช่เหมาะเฉพาะแก่รัฐสามัคคีธรรมเท่านั้นรัฐแบบอื่น ๆ ก็นำไปใช้ได้ยิ่งธรรมอีกสี่ข้อที่เหลือยิ่งไม่ใช่ลักษณะเฉพาะสำหรับรัฐสามัคคีธรรมเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับรัฐที่ดีทุกชนิด เพราะการเคารพนับถือผู้ใหญ่และความเห็นของท่านก็ดี การให้เกียรติและคุ้มครองสตรีก็ดี ไม่ใช่เรื่องเฉพาะรัฐแบบสามัคคีธรรมเท่านั้น แต่เป็นหลักทั่วไปในการบริหารรัฐให้เจริญรุ่งเรืองเสียมากกว่า ในทำนองเดียวกันผู้ปกครองทั้งหลายในรัฐสามัคคีธรรมก็จำเป็นต้องถือทศพิธราชธรรมด้วย แม้ว่าตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์จะทรงสอนธรรมนั้น เพื่อรัฐแบบราชาธิปไตยก็ตาม
เมื่อพิจารณาธรรมสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองดังกล่าวมาแล้ว จึงเห็นได้ว่าคำสอนของพระพุทธองค์มิได้ปรากฏเป็นระบบชัดเจน เป็นแต่สอนเฉพาะเรื่องเฉพาะคราว ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่าพระพุทธองค์ไม่ทรงตั้งพระทัยจะสอนปรัชญาการเมือง แต่เนื่องจากรัฐมีไว้เพื่อความสุขของประชาชนและความสุขที่แท้ต้องเป็นความดีงามตามหลักพุทธศาสนา ดังนั้นคำสอนที่เกี่ยวกับการเมืองของพระพุทธองค์จะต้องไปในแนวเดียวกับคำสอนอื่น ๆ และมุ่งไปสู่จุดหมายของชีวิตจุดเดียวกัน การประมานค่าว่าอะไรดีอะไรชั่ว ก็จะต้องเป็นไปในแนวเดียวกัน จะขัดแย้งกันไม่ได้
เมื่อคำสอนของพระพุทธศาสนาไม่มุ่งที่ระบบการเมืองว่าระบบใดดีที่สุด แต่เน้นการสอนบุคคลที่เกี่ยวข้อกับการเมืองโดยเฉพาะผู้มีอำนาจ เช่น ผู้ปกครอง และข้าราชการ เราก็อาจพิจารณาได้ว่าหลักคำสอนเหล่านั้นเข้ากับระบบจริยศาสตร์คือหลักแห่งความประพฤติของมนุษย์อย่างไรบ้าง โดยถือสมมติฐานว่าเมื่อพระองค์ทรงสอนธรรมในการปกครองแก่รัฐต่าง ๆ โดยมิได้ทรงพยายามเปลี่ยนระบบการปกครองก็แสดงว่า ทรงให้ความสำคัญแก่ตัวบุคคลผู้มีหน้าที่ปกครองมากกว่า กล่าวคือ เมื่อบุคคลเป็นคนดีแล้ว ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบใดก็จะนำประชาชนไปสู่ความดีและความสุขทั้งสิ้น ความเชื่อนี้อาจเป็นอุดมคติเกินไปเมื่อพิจารณาถึงการนำไปปฏิบัติ แต่การถือว่าระบอบการเมืองจะเปลี่ยนคนให้ดีและมีความสุขได้หมดโดยไม่สร้างผู้ปกครองที่ดีก็เป็นอุดมคติพอ ๆ กัน
บรรณานุกรม
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๓๙
เสฐียรพงษ์ วรรณปก. คำบรรยายพระไตรปิฎก. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์ธรรมสภา.
๒๕๔๓
สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๖. กรุงเทพฯ
โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย. ๒๕๓๙
สุรีย์ มีผลกิจ. พระพุทธประวัติ. กรุงเทพฯ. บริษัท คอมฟอร์ม จำกัด. ๒๕๔๑
เสามนัส โปตระนันทน์. พระไตรปิฎกฉบับย่อ. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ.
โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย. ๒๕๔๐
ปรีชา ช้างขวัญยืน. ทรรศนะทางการเมืองของพระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ.
บริษัท สามัคคีสาส์น. ๒๕๔๐
ป.อ. ประยุตโต (พระธรรมปิฎก). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพฯ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๓๘
สิรภพ เหล่าลาภะ. พุทธศาสตร์การเมือง. กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์ บริษัทสหธรรมิก จำกัด. ๒๕๔๕
[๑] มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉลับมหาจุฬาฯ. กรุงเทพฯ. หน้า ( ๒๓)
[๒] เสฐียรพงษ์ วรรณปก. คำบรรยายพระไตรปิฎก. กรุงเทพฯ. ธรรมสภา. หน้า ๒๙
[๓] คำว่าวินิบาต หมายถึงไปเกิดเป็น เวมานิกเปรต มีสุขทุกข์สลับกันคืออาจอยู่วิมานสมัยหนึ่ง ทนทุกข์ทรมานสมัยหนึ่ง
[๔]อรรถกถาแก้ว่าอยู่ได้อีกร้อยปี หรือยิ่งกว่า
[๕] คำว่ามารอาจหมายได้หลายอย่างทั้ง เทวปุตตมารและมัจจุมาร สุดแต่จะอธิบานให้เหมาะสมเป็นปุคลาธิษฐาน คือ แสดงบุคคลเป็นที่ตั้ง หรือ ธรรมาธิษฐาน แสดงธรรมะเป็นที่ตั้ง
[๖] รวมทั้ง ๙ ข้อนี้เรียก อนุบุพพวิหาร คือ ธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งจิตใจโดยลำดับ คล้ายวิหาร ๙ ชั้น แต่ละชั้น มีอารมณ์แห่งจิตต่างกันไป
[๗] หมายถึง ขาดสติ มีนิมิตไม่ดีเกิดขึ้น
[๘] หมายถึง ไปเกิดเป็นเวมานิกเปรต มีสุขและทุกข์สลับกัน
[๙] แสงสว่างจากเบื้องสูลงเบื้องต่ำ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น